พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (21 พฤศจิกายน พ.ศ. 24443 ธันวาคม พ.ศ. 2531) นายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2489-2490

ประวัติ

พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (ชื่อ-นามสกุลเดิม: ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์) (แซ่แต้ 郑)เกิดที่ตำบลหัวรอ อำเภอรอบกรุง (ปัจจุบัน คือ อำเภอพระนครศรีอยุธยา)จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายอู๋ กับนางเงิน ธารีสวัสดิ์ เริ่มการศึกษาที่ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย และ โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ จากนั้น เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรือ กรุงเทพ และได้ศึกษาวิชากฎหมายจนสำเร็จได้เป็นเนติบัณฑิตไทย ในขณะที่รับราชการอยู่ในกองทัพเรือ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็น หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์

ชีวิตการเมือ

พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้เข้าร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 โดยตัดสินใจเป็นสมาชิกคณะราษฎรเพียง 1 วันเท่านั้นก่อนการปฏิวัติ จากการชักชวนของ หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) เพื่อนนายทหารเรือด้วยกัน ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารเรือในคณะราษฎร หลังจากที่ได้ทาบทามมาก่อนหน้านั้น โดยมาชักชวนถึงที่บ้านพักในตรอกวัดสามพระยาวรวิหาร บางขุนพรหม ในเวลาเย็น จึงตัดสินใจเข้าร่วมด้วยในขณะนั้น โดยในเวลาประมาณ 03.00 น. ของเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นวันปฏิวัติ พล.ร.ต.ถวัลย์ ขณะนั้นอยู่ในยศ เรือโท (ร.ท.) ได้ออกจากบ้านพักมาคนเดียวด้วยรถลาก มาที่ท่าราชวรดิฐ ซึ่งเป็นจุดนัดพบตามแผน ซึ่ง พล.ร.ต.ถวัลย์ ได้พกปืนพกขนาด 6.35 มิลลิเมตร (6.35 ม.ม.) พร้อมด้วยกระสุนมาด้วย [3]

จากนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จแล้ว ได้เริ่มบทบาททางการเมืองโดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 (ส.ส.ประเภทที่ 2) และได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี ครั้งแรกในสมัยรัฐบาลของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อปี พ.ศ. 2476 และเมื่อปี พ.ศ. 2477 ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงสละราชสมบัติ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล ให้เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปกราบบังคมทูลเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ที่ประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 ในราชวงศ์จักรีสืบไป ในปี พ.ศ. 2479 – พ.ศ. 2481 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลของ นายปรีดี พนมยงค์

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก นายปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งนั้น ประเทศอยู่ในภาวะหลังสงคราม เศรษฐกิจของประเทศกำลังทรุดหนัก พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้แก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจด้วยการจัดตั้ง องค์การสรรพาหาร ขึ้น โดยการซื้อของแพงมาขายถูกให้แก่ประชาชนเพื่อตรึงราคาสินค้าไม่ให้สูง และเรียกเก็บธนบัตรที่ฝ่ายสัมพันธมิตรนำเข้ามาใช้จ่ายจากประชาชนด้วยการออกธนบัตรใหม่ให้แลก รวมทั้งนำเอาทองคำซึ่งเป็นทุนสำรองของชาติออกขายแก่ประชาชน และจากเหตุการณ์นี้ทางรัฐบาลและรวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นในการส่งข้าวออกขายนอกประเทศ โดยนำข้าวชั้นดีไปขายเหลือแต่เพียงข้าวหักสำหรับเลี้ยงสัตว์ไว้ให้ประชาชนบริโภคเองในประเทศ รวมถึงการคอร์รัปชั่นประการต่าง ๆ ในรัฐบาล ทำให้ฝ่ายค้านโดย พรรคประชาธิปัตย์เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจยาวนานถึง 7 วัน 7 คืน ติดต่อกัน ซึ่งเป็นการอภิปรายครั้งแรกด้วยที่มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุแม้จะได้รับเสียงส่วนมากไว้วางใจ แต่กระแสกดดันที่รุนแรงทำให้ท่านต้องลาออกในวันรุ่งขึ้น และได้รับเลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อทันที [4]

ซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานั้น มีความแตกแยกกันเองในหมู่นักการเมือง และประชาชนค่อนข้างมากหลัง เหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 และเหตุอื่น ๆ บทบาทของท่านในช่วงนี้ คือ การเจรจาทำความเข้าใจกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อประสานรอยร้าว จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “นายกฯลิ้นทอง” แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้นจนนำไปสู่การรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490[5]

หลังรัฐประหารแล้ว ท่านต้องเดินทางออกนอกประเทศไปลี้ภัยอยู่ที่ฮ่องกงระยะหนึ่ง แล้วจึงกลับประเทศไทย และใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบต่อมา พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2531โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมอายุได้ 87 ปี นับเป็นทหารเรือคนแรก ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คนที่ 8
ดำรงตำแหน่ง
23 สิงหาคม พ.ศ. 2489 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
ผู้ว่าการแทน พลโท ผิน ชุณหะวัณ
(ในฐานะหัวหน้าคณะทหารแห่งชาติ)
ก่อนหน้า ปรีดี พนมยงค์
ถัดไป พันตรี ควง อภัยวงศ์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444
ตำบลหัวรอ อำเภอรอบกรุง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เสียชีวิต 3 ธันวาคม พ.ศ. 2531 (87 ปี)
โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ากรุงเทพฯ
พรรคการเมือง พรรคแนวรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2489)
คู่สมรส แฉล้ม ธารีสวัสดิ์
คุณหญิงระเบียบ ธำรงนาวาสวัสดิ์[1]
บรรจง ธำรงนาวาสวัสดิ์

Advertisements
มาตรฐาน

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล (เดิมชื่อ นิวัฒน์ บุญทรง) เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย, อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และอดีตรองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายภาพลักษณ์ และกิจกรรมสัมพันธ์ กลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ประวัติ

นิวัฒน์ธำรง หรือนิวัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2491 เป็นบุตรของเจริญ กับบุญเลียบ บุญทรง สมรสกับบุณย์พัชรี บุญทรงไพศาล (เดิมชื่อ สุขุมาลย์ บุญทรง) เป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยน AFS ประเทศสหรัฐอเมริกา รุ่นที่ 5 จบการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร)

การทำงาน

นิวัฒน์ธำรงเริ่มทำงานเป็นพนักงานขาย บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ตำแหน่งสุดท้าย เป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินและวางแผน เมื่อ พ.ศ. 2533ก่อนจะลาออกไปรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และดูแล บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ไอบีซี), บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด, บริษัท มูฟวิ่งซาวน์ด จำกัด, บริษัท ชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด, บริษัท เอสซี แมทช์บ็อกซ์ จำกัด และได้รับตำแหน่ง รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น

หลังจาก ชิน คอร์ปอเรชั่น เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ไอทีวี ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544 นิวัฒน์ธำรง ได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไอทีวี อีกตำแหน่งหนึ่ง

หลังจาก พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และพิณทองทา ชินวัตร บุตรสาวพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์[3] นิวัฒน์ธำรงได้ลาออกจากตำแหน่ง กรรมการ บมจ.ชินคอร์ป ในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 โดยก่อนหน้านั้น เขาได้ขายหุ้นของตนเองทั้งหมด ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2548 ต่อมาไปอุปสมบทศึกษาพระธรรมอยู่ที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปี พ.ศ. 2553

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการปรับคณะรัฐมนตรีเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 โดยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และได้ลาออกจากการเป็น ส.ส. ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เพื่อเปิดทางให้สมาชิกในลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน แต่จากการสำรวจความพึงพอใจของประชาชน โดยสำนักเอแบคโพล เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 เขาเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จัก เป็นลำดับที่ 5

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 เขาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สืบต่อจากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ภายหลังจากการที่โครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คณะรัฐมนตรีมีมติให้นิวัฒน์ธำรงปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และรัฐมนตรี 9 คนพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี จากการมีมติโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียงแค่ 15 วัน ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติรัฐประหาร จึงทำให้นิวัฒน์ธำรงและคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

อ้างอิง

  1. กระโดดขึ้นไป:1.0 1.1 บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล
  2. กระโดดขึ้น เปิดประวัติรมต.ใหม่ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 2”จาก มติชน
  3. กระโดดขึ้น ปิดตำนานซุกหุ้นชินคอร์ป สรรพากรยุติบี้ภาษีครอบครัว “ทักษิณ ชินวัตร ” – “แก้วสรร” คาใจต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
  4. กระโดดขึ้น พระบรมราชโองการ ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี (รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2)
  5. กระโดดขึ้น “ปู”แบ่งงานรองนายกฯ-รมต.สำนักนายกฯ “นิวัฒน์ธำรง”ได้คุมสื่อรัฐ “นลินี”เสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
  6. กระโดดขึ้น ประกาศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ราชกิจจานุเบกษา
  7. กระโดดขึ้น เปิดชื่อ 10 อันดับรัฐมนตรีที่ปชช.พอใจและ 10 อันดับรมต. โลกลืม
  8. กระโดดขึ้น พระบรมราชโองการ ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี (รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ๕)
  9. กระโดดขึ้น ครม.มีมติให้ ‘นิวัฒน์ธำรง’ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ, ไทยรัฐ, 7 พฤษภาคม 2557
  10. กระโดดขึ้น ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๗
  11. กระโดดขึ้น ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๖
  12. กระโดดขึ้น ราชกิจจานุเบกษา,ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ให้แก่บุคคลที่ช่วยหลือผู้ประสบธรณีพิบัติภัย “สึนามิ” [สำนักนายกรัฐมนตรี

แหล่งข้อมูลอื่น

ก่อนหน้า   นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล   ถัดไป
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2leftarrow.png Seal Prime Minister of Thailand.png
รักษาการนายกรัฐมนตรี (ครม. 60)
(7 พฤษภาคม พ.ศ. 255722 พฤษภาคม พ.ศ. 2557)
2rightarrow.png ประยุทธ์ จันทร์โอชา
(หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ)
ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง
ชุมพล ศิลปอาชา
2leftarrow.png Seal Prime Minister of Thailand.png
รองนายกรัฐมนตรี (ครม. 60)
(30 มิถุนายน พ.ศ. 255622 พฤษภาคม พ.ศ. 2557)
2rightarrow.png ประวิตร วงษ์สุวรรณ
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล
ยงยุทธ ยุทธวงศ์
ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร
วิษณุ เครืองาม
บุญทรง เตริยาภิรมย์ 2leftarrow.png กท.พาณิชย์.jpg
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ครม. 60)
(30 มิถุนายน พ.ศ. 255622 พฤษภาคม พ.ศ. 2557)
2rightarrow.png ฉัตรชัย สาริกัลยะ
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล
รักษาการนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 – 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ก่อนหน้า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
(นายกรัฐมนตรี)
ถัดไป ประยุทธ์ จันทร์โอชา
(หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ)
รองนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
30 มิถุนายน พ.ศ. 2556 – 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ดำรงตำแหน่ง
30 มิถุนายน พ.ศ. 2556 – 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ก่อนหน้า บุญทรง เตริยาภิรมย์
ถัดไป พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
18 มกราคม พ.ศ. 2555 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556
นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 25 มกราคม พ.ศ. 2491 (68 ปี)
พรรคการเมือง เพื่อไทย
คู่สมรส บุณย์พัชรี บุญทรงไพศาล
มาตรฐาน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือชื่อเกิดว่า มาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ละติน: Mark Abhisit Vejjajiva, เกิด 3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 1964 เป็นนักการเมืองไทยผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 อายุ 44 ปี ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2551 – 2554 และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2548 เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรคใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย

อภิสิทธิ์เกิดที่ประเทศอังกฤษ เข้าวิทยาลัยอีตัน และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ. 2535 ขณะอายุได้ 27 ปี และได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หลังพรรคแพ้การเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548[3]อภิสิทธิ์ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 หลังศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นผลให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่ง เขาเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 60 ปี

อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในห้วงวิกฤตการณ์การเงินโลก และความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะดำรงตำแหน่ง เขาเสนอ “วาระประชาชน” ซึ่งมุ่งสนใจนโยบายซึ่งมีผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของพลเมืองชนบทและผู้ใช้แรงงานของไทยเป็นหลัก[6] เขาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสองประการสำคัญ คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสามปีมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการให้เงินอุดหนุนและแจกเงินมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[7] ยุคอภิสิทธิ์มีการปิดเว็บไซต์และสถานีวิทยุเป็นจำนวนมาก ตลอดจนจับกุมและปิดปากบุคลากรสื่อ ผู้ต่อต้านและหัวหน้าแรงงานจำนวนมาก โดยอ้างความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย[8][9] จากรายงาน พ.ศ. 2553 ฮิวแมนไรตส์วอทส์เรียกยุคอภิสิทธิ์ว่า “มีเซ็นเซอร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยล่าสุด” และฟรีดอมเฮาส์ ลดระดับอันดับเสรีภาพสื่อของไทยลงเหลือ “ไม่เสรี”[10] [11] อภิสิทธิ์ยังสนับสนุนมาตรการต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่รัฐมนตรีหลายคนกลับมีเรื่องอื้อฉาวทางการเมือง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายส่วนถูกวิจารณ์ว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง

รัฐบาลอภิสิทธิ์เผชิญการประท้วงใหญ่ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 และเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ. 2553 อภิสิทธิ์ดำเนินโครงการปรองดองเพื่อสืบสวนเหตุสลายการชุมนุม แต่การทำงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกลับถูกทหารและหน่วยงานของรัฐขัดขวาง[12] กองทัพไทยปะทะกับกัมพูชาหลายครั้งระหว่าง พ.ศ. 2552-2553 ซึ่งเป็นการสู้รบนองเลือดที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ[13] เหตุความไม่สงบในชายแดนภาคใต้บานปลายขึ้นระหว่างรัฐบาลอภิสิทธิ์ และรายงานการทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้น

หลังแพ้การเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 เขาได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 แต่ได้รับเลือกใหม่ในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ลาออกทั้งหมด ในเดือนเดียวกัน เขาถูกตั้งข้อกล่าวหาฆ่าคนจากการสลายการชุมนุมเมื่อ พ.ศ. 2553 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 90 คน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 27
ดำรงตำแหน่ง
17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 – 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
(2 ปี 231 วัน)
รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ
ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์
ก่อนหน้า สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ถัดไป ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไทย
ดำรงตำแหน่ง
23 เมษายน พ.ศ. 2548 – 19 กันยายน พ.ศ. 2549
(1 ปี 149 วัน)
นายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
ดำรงตำแหน่ง
27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 – 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551
(0 ปี 293 วัน)
นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ดำรงตำแหน่ง
16 กันยายน พ.ศ. 2554 – 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556
(2 ปี 84 วัน)
นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ก่อนหน้า บัญญัติ บรรทัดฐาน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
5 มีนาคม พ.ศ. 2548
ก่อนหน้า บัญญัติ บรรทัดฐาน
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 – 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544
(3 ปี 95 วัน)
นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย
ก่อนหน้า โภคิน พลกุล
ชิงชัย มงคลธรรม
ปิยะณัฐ วัชราภรณ์
วีระกร คำประกอบ
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
รักเกียรติ สุขธนะ
ถัดไป จาตุรนต์ ฉายแสง
ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
สมศักดิ์ เทพสุทิน
กระแส ชนะวงศ์
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
13 ตุลาคม พ.ศ. 2535 – 16 ธันวาคม พ.ศ. 2537
(2 ปี 64 วัน)
ก่อนหน้า มนตรี เจนวิทย์การ
ถัดไป อรรคพล สรสุชาติ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 (51 ปี)
นิวคาสเซิลอัพพอนไทน์ สหราชอาณาจักร
พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์
คู่สมรส ผศ.ทพญ.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ
วิชาชีพ นักเศรษฐศาสตร์[1]
ศาสนา พุทธ
ลายมือชื่อ
มาตรฐาน

สมชาย วงศ์สวัสดิ์

สมชาย วงศ์สวัสดิ์ (31 สิงหาคม พ.ศ. 2490 — ) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย [1][2] เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตผู้พิพากษา อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน ในขณะที่สมชายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาล เพราะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงยึดพื้นที่ไว้ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยใช้สนามบินดอนเมืองเป็นที่ทำการแทน

ประวัติ

สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2490 ที่ตำบลสวนขัน อำเภอฉวาง (ปัจจุบันคือ อำเภอช้างกลาง[3]) จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายเจิม-นางดับ วงศ์สวัสดิ์ สมรสกับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีดนายกรัฐมนตรี[4]

มีบุตร – ธิดา 3 คน คือ

  1. ผศ.ดร.ยศธนัน วงศ์สวัสดิ์ (เชน) สมรสกับ นางสาวนันทกานต์ บุตรสาวของนายวิโรจน์ และนางภาวิณี ศิลป์เสวีกุล เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558
  2. น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ (เชียร์) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต 1
  3. น.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ (เชอรี่) สมรสกับ นายนัม ลีนาล เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานคณะรัฐมนตรีกัมพู­ชา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การศึกษา

สำเร็จการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้นมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์[5] สำเร็จนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2513 ต่อมาปี 2516 เข้าศึกษาต่อเนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ 2539 ปริญญาบัตร หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 38 และในปี 2545 รัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต หลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ในปี พ.ศ. 2555 ได้รับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การจัดการ) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

การงาน

หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วสอบบรรจุเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา กระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ. 2517 ต่อมาได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาประจำกระทรวง พ.ศ. 2518 ผู้พิพากษาศาลแขวงเชียงใหม่ พ.ศ. 2519 จากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2520 แล้วจึงย้ายไปเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2526 จากนั้นย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพังงา พ.ศ. 2529 ต่อมาได้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง พ.ศ. 2530 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2531 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2532 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาธนบุรี พ.ศ. 2533 เลื่อนตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พ.ศ. 2536 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 พ.ศ. 2540

ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายวิชาการ พ.ศ. 2541 หลังจากนั้นได้ย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายบริหาร พ.ศ. 2542 หลังจากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งสูงสุดเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม 11 พ.ย. 2542 หลังจากนั้นจึงย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน 8 มีนาคม 2549 และได้ลาออกจากราชการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2550

นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขานิติศาสตร์ พ.ศ. 2542- 2549

การดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก

ในปี พ.ศ. 2550 เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 ได้รับเลือกจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี[7]

17 กันยายน 2551 ได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย[8] โดยผลการลงคะแนนปรากฏว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ 298 เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ 163 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ทำให้นายสมชาย ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ จึงได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย[9][10]

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 2[11]

การปฏิบัติงาน

  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

ความมั่นคง

  • แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • ส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาและสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีในภูมิภาค
  • จัดตั้งสภาเกษตรกรและสร้างระบบประกันความเสี่ยง

เศรษฐกิจ

  • แก้ไขปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินในประเทศ
  • เร่งรัดการลงทุนที่สำคัญของประเทศ
  • สร้างกลไกในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากวิกฤติการเงินของโลกที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

สิทธิมนุษยชน

  • เร่งรัดปราบปรามการค้ายาเสพติด ปราบปรามผู้มีอิทธิพล อบายมุขและสิ่งยั่วยุเยาวชน

ฉายานาม

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 อ.ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงข่าวถึงสถานการณ์ทางการเมือง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พร้อมทั้ง ตั้งฉายารัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ว่าเป็น รัฐบาล “ชายกระโปรง”[12]

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค

เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช จากพรรคพลังประชาชน นายมณเฑียร สงฆ์ประชา จากพรรคชาติไทย และนายสุนทร วิลาวัลย์ จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย ภายหลังนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย แถลงด้วยวาจาเสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่รอพรรคพลังประชาชนไม่ได้ส่งตัวเข้าแถลงปิดคดีแต่อย่างใด

ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคพลังประชาชน ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค 5 ปี (รวม 37 คน) ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชาชนต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย

จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมีมติให้ยุบพรรคมัฌชิมาฯ และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี (รวม 43 คน) ตามประกาศ คปค. เช่นกัน

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้ยุบพรรคชาติไทยตามไปอีกพรรค โดยศาลฯได้วินิจฉัยว่ามีความผิดตามมาตรา 237 วรรค 2 และมาตรา 68 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และกฎหมายได้เอาไว้เป็นเด็ดขาด แม้จะมีการโต้แย้งว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นฟังไม่ขึ้น (รวม 29 คน) ตามประกาศ คปค.[13]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 15 พ.ย. 2551
นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 26
ดำรงตำแหน่ง
18 กันยายน พ.ศ. 2551 – 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
(0 ปี 75 วัน)
รองนายกรัฐมนตรี ชวลิต ยงใจยุทธ
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
โอฬาร ไชยประวัติ
สนั่น ขจรประศาสน์
ผู้ว่าการแทน ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
ก่อนหน้า สมัคร สุนทรเวช
ถัดไป อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
รักษาการนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
2 กันยายน พ.ศ. 2551 – 16 กันยายน พ.ศ. 2551
ก่อนหน้า สมัคร สุนทรเวช, นายกรัฐมนตรี
ถัดไป ตัวเอง, นายกรัฐมนตรี
รองนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 – 9 กันยายน พ.ศ. 2551
นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ดำรงตำแหน่ง
18 กันยายน พ.ศ. 2551 – 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
นายกรัฐมนตรี ตัวเอง
ผู้ว่าการแทน อภิชาติ เพ็ญกิตติ
ก่อนหน้า สมัคร สุนทรเวช
ถัดไป ประวิตร วงษ์สุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ดำรงตำแหน่ง
6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 – 9 กันยายน พ.ศ. 2551
นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช
ก่อนหน้า วิจิตร ศรีสอ้าน
ถัดไป ศรีเมือง เจริญศิริ
หัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ดำรงตำแหน่ง
30 กันยายน พ.ศ. 2551 – 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 31 สิงหาคม พ.ศ. 2490 (68 ปี)
จังหวัดนครศรีธรรมราชประเทศไทย
พรรคการเมือง พลังประชาชน
เพื่อไทย
คู่สมรส เยาวภา ชินวัตร
ศาสนา พุทธ
ลายมือชื่อ
มาตรฐาน

ชวน หลีกภัย

ชวน หลีกภัย (28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 — ) นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 20 ดำรงตำแหน่งสองสมัย ปัจจุบันเป็นประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

ประวัติและครอบครัว

ชวน หลีกภัย เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ที่ตำบลท้ายพรุ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลทับเที่ยง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 9 คน ของนิยม กับถ้วน หลีกภัย เมื่อยังเด็ก ชวนมีชื่อเรียกในครอบครัวว่า “เอียด” หมายถึง เล็ก เนื่องจากเป็นคนรูปร่างเล็ก

มีบุตรชายกับภักดิพร สุจริตกุล หนึ่งคน คือ สุรบถ หลีกภัย[1]

การศึกษา และวุฒิกิตติมศักดิ์

การทำงาน

ชวน หลีกภัยเริ่มทำงานเป็นทนายความ และต่อมาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ใน พ.ศ. 2534 ชวนเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน ใน พ.ศ. 2533 ชวน หลีกภัยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และต่อมาใน พ.ศ. 2535 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 1 และวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 สมัยที่ 2 ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ชวนเป็นพลเรือนคนที่สอง นับจากหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้[ต้องการอ้างอิง]

ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์พร้อมกับรัฐมนตรีในพรรคประชาธิปัตย์อีก 2 คน คือ ดำรง ลัทธพิพัฒน์ และสุรินทร์ มาศดิตถ์

สรุปประวัติทางการเมือง

  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยแรก) พ.ศ. 2512
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่สอง) พ.ศ. 2518
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2518
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่สาม) พ.ศ. 2519
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2519
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2519[3][4]
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่สี่) พ.ศ. 2522
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2523[5]
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2524
  • รัฐมนตรว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2525-2526
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ห้า) พ.ศ. 2526
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่หก) พ.ศ. 2529
  • ประธานสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2529-2531
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่เจ็ด) พ.ศ. 2531
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2531-2532
  • รองนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2532 – 26 ส.ค.2533
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2533 (ส.ค.-ธ.ค.2533)
  • หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (26 ม.ค.2534 – 4 พ.ค. 2546)
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่แปด) พ.ศ. 2535 (22 มี.ค.2535)
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่เก้า) พ.ศ. 2535 (13 ก.ย.2535)
  • นายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2535 (23 ก.ย.2535 – 20 ก.ค.2538)
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่สิบ) พ.ศ. 2538 (2 ก.ค.2538)
  • ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2538 (4 ส.ค.2538)
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่สิบเอ็ด) พ.ศ. 2539 (17 พ.ย.2539)
  • ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539 (21 ธ.ค.2539)
  • นายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2540 (9 พ.ย.2540 – 8 ก.พ.2544)
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2540 (14 พ.ย.2540-18 ก.พ.2544)
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่สิบสอง) พ.ศ. 2544 (6 ม.ค.2544)
  • ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 (11 มี.ค.2544)
  • ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2546 – ปัจจุบัน)

นายกรัฐมนตรี

 

ชวนขณะอภิปรายในสภา

  • วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2535 ถึง 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538

ชวน หลีกภัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรก

  • วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 – 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

ชวน หลีกภัย ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่สอง โดยรับช่วงต่อหลังจากพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากเกิดปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนักจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท กองทัพไม่ได้ต่อต้านการคืนสู่ตำแหน่งของเขา ชวนได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือจนได้รับความเชื่อถือและเห็นชอบจากสถาบันการเงินนานาชาติและสหรัฐอเมริกา มุ่งไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลผสมก็เอาชนะความพยายามของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ชวนจะไม่ใช่นักการเมืองที่น่าดึงดูดใจ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนและไว้วางใจ เพราะถูกมองว่าซื่อสัตย์ มุ่งปฏิรูประบอบประชาธิปไตยและขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวง[6]

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยที่สอง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย[ต้องการอ้างอิง] เนื่องจากรัฐบาลจัดตั้งขึ้น โดยกลุ่มของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเดิมสนับสนุนให้พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ดำรงตำแหน่งแทน โดยการสนับสนุนของพรรคความหวังใหม่ (125 คน)พรรคชาติพัฒนา (52 คน) พรรคประชากรไทย (18 คน) และ พรรคมวลชน (2 คน) รวม 197 เสียง ส่วนฝ่ายค้านเดิมนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ (123 คน) ร่วมกับพรรคชาติไทย (39 คน) พรรคเอกภาพ (8 คน) พรรคพลังธรรม (1 คน) พรรคไท (1 คน) และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้แก่ พรรคกิจสังคม (20 คน) และพรรคเสรีธรรม (4 คน) สนับสนุนชวน หลีกภัย ด้วยเสียงทั้งสิ้นรวม 196 เสียง ซึ่งน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล 1 เสียง[7]

 

ชวน หลีกภัย กับบิล คลินตัน เมื่อ พ.ศ. 2542

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของชวน หลีกภัย ก่อให้เกิดกลุ่มการเมืองชื่อ กลุ่มงูเห่า หมายถึง สมาชิกพรรคประชากรไทย 12 คนที่สนับสนุนรัฐบาลโดยคำชวนของพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ จนถูกพรรคประชากรไทยขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค และส่งผลให้สิ้นสุดสถานภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามกฎหมาย กลุ่มงูเห่าทั้ง 12 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวเป็นมติที่ไม่ชอบ ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 12 คน ยังคงสถานภาพ และหาพรรคใหม่สังกัด[ต้องการอ้างอิง]

นอกจากกรณีกลุ่มงูเห่าแล้ว ยังมีกรณีรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลที่ได้รับการตัดสินว่ามีความผิดทางการเมืองอีก 2 ท่าน ได้แก่ นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยนายรักเกียรติ สุขธนะ (พรรคชาติไทย) ได้รับคำพิพากษาตัดสินจาก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี ฐานเรียกรับสินบนบริษัทยา ทีเอ็น พี เฮลท์ แคร์ จำกัด ซึ่งนับว่าเป็นรัฐบาลชุดแรกที่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ได้รับโทษถึงที่สุดให้จำคุกจากการทุจริตในระหว่างการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะร้ฐบาล

นอกจากนี้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของรัฐบาลนายชวน หลีกภัยและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับคำพิพากษาจากศาลรัฐธรรมนูญ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากการรายงานบัญชีทรัพย์สินตกหล่น

คำยกย่องและคำวิจารณ์

 

ชวนขณะปราศรัยหาเสียงที่จังหวัดตรังในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2512 ซึ่งลงสมัครเป็นครั้งแรก โดยมีหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช(ชุดขาว) หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น นั่งไขว่ห้างฟังอยู่ข้างล่าง

คำยกย่อง

  • เป็นนักการเมืองที่มือสะอาด จนได้รับฉายา Mr. Clean (นายสะอาด) [8]

คำวิจารณ์

หลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 ชวน หลีกภัยกลับมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านอีกครั้ง เมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2544 และต้องการก้าวลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใน 2 ปีถัดมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2546 บัญญัติ บรรทัดฐานได้รับเลือก ชวน หลีกภัยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค 3 สมัย เป็นเวลา 12 ปี

ในการเลือกตั้งครั้งถัดมาเมื่อปี พ.ศ. 2548 หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ แพ้การเลือกตั้งให้พรรคไทยรักไทย บัญญัติ บรรทัดฐานจึงลาออกจากตำแหน่งตัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชวน หลีกภัย มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน

ปัจจุบัน ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

การดำรงตำแหน่งอื่น ๆ

  • อุปนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • กรรมการสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • กรรมการสภามหาวิทยาลัยศิลปากร
  • กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อาจารย์พิเศษแผนกนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รางวัลและเกียรติยศ

  • เครื่องหมายกิตติมศักดิ์ราชนาวิกสภาและประกาศนียบัตรของกองทัพเรือ จากการสนับสนุนการศึกษาของกองทัพเรือ นับเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนคนแรก ที่ได้รับเครื่องหมายนี้ โดยนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ได้รับคือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

 

ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 20
ดำรงตำแหน่ง
23 กันยายน พ.ศ. 2535 – 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2538
(2 ปี 292 วัน)
ก่อนหน้า อานันท์ ปันยารชุน
ถัดไป บรรหาร ศิลปอาชา
ดำรงตำแหน่ง
9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544
(3 ปี 92 วัน)
ก่อนหน้า พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
ถัดไป ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย
ดำรงตำแหน่ง
4 สิงหาคม พ.ศ. 2529 – 29 เมษายน พ.ศ. 2531
ก่อนหน้า อุทัย พิมพ์ใจชน
ถัดไป ปัญจะ เกสรทอง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ดำรงตำแหน่ง
26 มกราคม พ.ศ. 2534 – 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2546
ก่อนหน้า พิชัย รัตตกุล
ถัดไป บัญญัติ บรรทัดฐาน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 (77 ปี)
ตำบลท้ายพรุ อำเภอเมืองตรังจังหวัดตรัง
พรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์
คู่สมรส ภักดิพร สุจริตกุล (ไม่ได้จดทะเบียนสมรส)
ศาสนา พุทธ
ลายมือชื่อ
มาตรฐาน

สุจินดา คราประยูร

พลเอก สุจินดา คราประยูร (เกิด 6 สิงหาคม พ.ศ. 2476) เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบกและ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ประวัติ

พลเอก สุจินดา คราประยูร เกิดในครอบครัวของข้าราชการกรมรถไฟ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2476 เวลาประมาณ 03:35 นาฬิกา ที่ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี เป็นบุตรของจวง คราประยูร กับสมพงษ์ คราประยูร (2452–2531) สมรสกับคุณหญิงวรรณี คราประยูร (หนุนภักดี)

การศึกษา

พลเอก สุจินดา คราประยูร เข้ารับการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนปิยะวิทยา แล้วเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนทวีธาภิเษก หลังจากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมปีที่ 4 – 5 ที่จังหวัดหนองคาย เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงต้องย้ายไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่จังหวัดหนองคาย ต่อมาได้กลับเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานครจนจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดราชบพิธแล้วได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนอำนวยศิลป์จนจบมัธยมปีที่ 8 สอบเข้าเรียนเตรียมแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนได้เพียงปีเดียวก็ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารและเข้าเรียนต่อโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลักสูตรเวสท์ปอยต์ รุ่นที่ 5 ตามลำดับ ต่อมาได้ศึกษาต่อจนจบหลักสูตรผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่จากฟอร์ทซิลส์ (Fort Sill’s) รัฐโอคลาโฮม่า (Oklahoma) ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จหลักสูตรเสนาธิการทหารบกรุ่นที่ 44 เป็นอันดับที่ 1 สำเร็จการศึกษาหลักสูตรเสนาธิการทหารบกสหรัฐอเมริกาจากฟอร์ดลีเวนเวิร์ธ (Fort Leavenworth)

รับราชการทหาร

พลเอก สุจินดา เริ่มเข้ารับราชการทหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ได้รับพระราชทานยศ ว่าที่ร้อยตรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2501 ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย กองพันทหาร ปืนใหญ่ที่ 21 และก้าวหน้าในหน้าที่ราชการในตำแหน่งอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เจ้ากรมยุทธการทหารบก ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ รองเสนาธิการ ทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก และวันที่ 29 เมษายน 2533 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก จนเมื่อถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2534 จึงได้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อจากพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ที่เกษียณอายุราชการ

ยศทางทหาร

พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับยศว่าที่ร้อยตรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2501 ยศร้อยเอก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2505 ยศพันตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510 ยศพันเอก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ยศพลตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2524 และยศพลเอกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2530

ประวัติการเข้ารับราชการ

  1. พ.ศ. ๒๕๐๑ ประจำกองร้อย กรมนักเรียนโรงเรียนทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ต่อมารักษาราชการ ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก กองบังคับการทหารปืนใหญ่ กองพลที่ ๔
  2. พ.ศ. ๒๕๐๒ รักษาราชการนายทหารสื่อสาร กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ ๑ และรับพระราชทานยศร้อยตรี
  3. พ.ศ. ๒๕๐๓ รักษาราชการผู้บังคับกองร้อยบังคับการและบริการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๒๑
  4. พ.ศ. ๒๕๐๔ รับพระราชทานยศร้อยโท
  5. พ.ศ. ๒๕๐๕ ผู้บังคับกองร้อยปืนใหญ่ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๒๑ และรับพระราชทานยศร้อยเอก
  6. พ.ศ. ๒๕๐๗ ครูกองการศึกษา โรงเรียนทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่
  7. พ.ศ. ๒๕๑๐ รักษาราชการอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก และรับพระราชทานยศพันตรี
  8. พ.ศ. ๒๕๑๓ หัวหน้าฝ่ายยุทธการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน
  9. พ.ศ. ๒๕๑๔ รองผู้ช่วยทูตทหารบก ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน และรับพระราชทานยศพันโท
  10. พ.ศ. ๒๕๑๗ หัวหน้าแผนกกรมข่าวทหารบก
  11. พ.ศ. ๒๕๑๘ รักษาราชการนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกรมข่าวทหารบกและรับพระราชทานยศพันเอก
  12. พ.ศ. ๒๕๒๒ หัวหน้ากอง กรมข่าวทหารบก
  13. พ.ศ. ๒๕๒๔ รองเจ้ากรมยุทธการทหารบก
  14. พ.ศ. ๒๕๒๕ เจ้ากรมยุทธการทหารบก และรับพระราชทานยศพลตรี
  15. พ.ศ. ๒๕๒๘ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ และรับพระราชทานยศพลโท
  16. พ.ศ. ๒๕๒๙ รองเสนาธิการทหารบก
  17. พ.ศ. ๒๕๓๐ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรับพระราชทานยศพลเอก
  18. พ.ศ. ๒๕๓๒ รองผู้บัญชาการทหารบก
  19. พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้บัญชาการทหารบก
  20. พ.ศ. ๒๕๓๔ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ราชการพิเศษ

  1. พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๓ ราชการสงครามเวียดนาม ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน
  2. พ.ศ. ๒๕๒๕ ราชองครักษ์เวร
  3. พ.ศ. ๒๕๒๖ นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์
  4. พ.ศ. ๒๕๒๘ ราชองครักษ์เวร ต่อมาเป็นราชองครักษ์พิเศษ
  5. พ.ศ. ๒๕๓๒ นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์ ต่อมาเป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์, นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ ๑๒ รักษาพระองค์, นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบ ที่ ๒ รักษาพระองค์, นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารปืนใหญ่ กองพันที่ ๒๑ รักษาพระองค์ และนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กองพันที่ ๑ รักษาพระองค์

งานการเมือง

พลเอก สุจินดา เป็นบุคคลสำคัญในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่เข้ายึดอำนาจการปกครองจากพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จนกระทั่งหลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 พรรคการเมือง 5 พรรค คือ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและสนับสนุนให้พลเอก สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี[1] ก่อนหน้านั้น พรรคร่วม 5 พรรคประกาศสนับสนุนณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด แต่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแถลงข่าวว่า ณรงค์ วงศ์วรรณ ติดบัญชีดำ ถูกห้ามเข้าสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด[2]

ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชให้พลเอก สุจินดา และพลตรี จำลอง เข้าเฝ้า

พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งกล่าวว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ทั้งที่เคยพูดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ พลเอก สุจินดา ได้แต่งตั้ง พลเอก อิสรพงศ์ หนุนภักดี เลขาธิการ รสช. ซึ่งเป็นพี่ชายของภรรยาตน ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงถูกคัดค้านจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายกลุ่ม ร้อยตรี ฉลาด วรฉัตร อดอาหารประท้วง และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้นำการชุมนุมของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้พลเอกสุจินดาลาออก เนื่องจากเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ รสช. จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ หรือพฤษภาทมิฬ ขึ้นระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม ถึง 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา จึงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยอิสระและเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

มีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 10 มิถุนายน 2535 คณะรัฐมนตรีคณะที่ 48 ของรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร จึงพ้นจากตำแหน่งไปตามวาระ

เบ็ดเตล็ด

พลเอก สุจินดา มีเชื้อสายจีน โดยมีแซ่โล้ว อันเป็นแซ่เดียวกับพลตรี จำลอง ศรีเมือง

ปัจจุบัน

ภายหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้ยุติบทบาทการดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นและการให้คำแนะนำทางด้านการเมือง การปกครอง และการปฏิวัติรัฐประหารในยุคต่อ ๆ มาจากประสบการณ์ตรง และในวันที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี พลเอก สุจินดา คราประยูร จะเปิดบ้านให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ พ่อค้าและนักธุรกิจเข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ณ บ้านพักซอยระนอง 2 พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์และตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ประเทศไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

สุจินดา คราประยูร
นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 19
ดำรงตำแหน่ง
6 เมษายน พ.ศ. 2535 – 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 (0 ปี 48 วัน)
รองนายกรัฐมนตรี มีชัย ฤชุพันธุ์
ณรงค์ วงศ์วรรณ
สมบุญ ระหงษ์
มนตรี พงษ์พานิช
สมัคร สุนทรเวช
ผู้ว่าการแทน มีชัย ฤชุพันธุ์
ก่อนหน้า อานันท์ ปันยารชุน
ถัดไป อานันท์ ปันยารชุน
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ดำรงตำแหน่ง
1 ตุลาคม พ.ศ. 2534 – 7 เมษายน พ.ศ. 2535
ก่อนหน้า สุนทร คงสมพงษ์
ถัดไป เกษตร โรจนนิล
ผู้บัญชาการทหารบก
ดำรงตำแหน่ง
29 เมษายน พ.ศ. 2533 – 29 กันยายน พ.ศ. 2534
ก่อนหน้า ชวลิต ยงใจยุทธ
ถัดไป อิสระพงศ์ หนุนภักดี
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 6 สิงหาคม พ.ศ. 2476 (82 ปี)
เขตบางกอกน้อย, จังหวัดธนบุรี,ประเทศสยาม
คู่สมรส คุณหญิงวรรณี คราประยูร (หนุนภักดี)
บุตร พลโท เจิดวุธ คราประยูร
ศาสนา พุทธ
การเข้าเป็นทหาร
สังกัด กองทัพบกไทย (จนถึง พ.ศ. 2534)
กองบัญชาการทหารสูงสุด
ปีปฏิบัติงาน พ.ศ. 2496–พ.ศ. 2535
ยศ Thai army O9.png พลเอก
บังคับบัญชา ผู้บัญชาการทหารบกไทย (จนถึง พ.ศ. 2534)
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
มาตรฐาน

มีชัย ฤชุพันธุ์

มีชัย ฤชุพันธุ์ (2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 — ) ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์[1]อดีตประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา รักษาการนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เป็นผู้ก่อตั้งสำนักงานกฎหมายมีชัย ฤชุพันธุ์ และตอบข้อสงสัยด้านกฎหมาย และการเมือง ทาง เว็บไซต์มีชัยไทยแลนด์ สมรสกับคุณหญิงอัมพร (เสนีวงศ์ ณ อยุธยา) ฤชุพันธ์ (ถึงแก่อนิจกรรม) มีบุตร 2 คน คือ นางมยุระ ช่วงโชติ และ นางมธุรส โลจายะ

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลเอกสุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้รับการคัดเลือกจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประมุขของทั้งฝ่ายบริหาร (รักษาการนายกรัฐมนตรี) และฝ่ายนิติบัญญัติ (ประธานรัฐสภา)

การศึกษา

  • พ.ศ. 2501–2504 นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • พ.ศ. 2508–2509 ปริญญาโท ด้านกฎหมายเปรียบเทียบ จาก Southern Methodist University สหรัฐอเมริกา โดยทุนรัฐบาลไทย
  • พ.ศ. 2509–2510 ฝึกงานโครงการ Legislative Internship Program ของรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปริญญากิตติมศักดิ์

การทำงาน

นายมีชัย เริ่มรับราชการที่สำนักงาน ก.พ. และมาใช้ทุนรัฐบาลที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จนได้เป็นผู้อำนวยการกองยกร่างกฎหมายคนแรกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และก้าวหน้าในราชการเรื่อยมาจนได้รับตำแหน่งกรรมการร่างกฎหมายประจำ (นักกฎหมายกฤษฎีกาเชี่ยวชาญและนักกฎหมายกฤษฎีกาทรงคุณวุฒิ)สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมา ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์, หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช, หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช, ธานินทร์ กรัยวิเชียร และพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในพ.ศ. 2517- 2518 ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษากฎหมายสำนักนายกรัฐมนตรี

ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี[2] ในรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2531 และรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณระหว่าง พ.ศ. 2531 – 2533 และดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน[3] และรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร ระหว่าง พ.ศ. 2534 – 2535

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2 สมัย คือ ระหว่าง พ.ศ. 2520 – 2522 และระหว่าง พ.ศ. 2532 – 2534 และดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา 3 สมัย ระหว่าง พ.ศ. 2526 – 2532, พ.ศ. 2535 – 2539 และ พ.ศ. 2539[4] – 2543 โดยได้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา และประธานรัฐสภา ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ถึง 21 มีนาคม พ.ศ. 2543 [5]

นายมีชัย เป็นผู้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2534 เพื่อจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นที่มาของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

ในเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 นายมีชัยเป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) ฝ่ายกฎหมาย มีบทบาทในการร่างแถลงการณ์ประกาศ และคำสั่ง คปค. หลายฉบับ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ [6] และถอนตัวออกไปหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทการทำงานในอดีต

นอกจากนี้ นายมีชัย ยังได้ดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเป็นกรรมการสำคัญๆอีกหลายตำแหน่ง เช่น ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 (กฎหมายการเมืองการปกครอง) โดยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ถึงปัจจุบัน ประธานคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ประธานอนุกรรมการเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ….ในคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ประธานอนุกรรมการสาขากฎหมายบริหารปกครอง ในคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ปะธานอนุกรรมการสาขากฎหมายล้มละลาย ในคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ประธานอนุกรรมการพิจารณาการปรับปรุงอัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการ ในคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ประธานอนุกรรมการพิจารณาการปรับปรุงค่าตอบแทนสำหรับคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ในคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ประธานอนุกรรมการพิจารณายกเลิกกฎหมาย ในคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ กรรมการจัดทำพจนานุกรมทางกฎหมาย ราชบัณฑิตยสภา กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ

ปี 2550 สื่อมวลชนประจำรัฐสภาตั้งฉายานายมีชัย ฤชุพันธุ์ ว่า ซีอีโอ สนช. เนื่องจากสามารถลำเลียงกฎหมายที่รัฐบาลและคมช.ต้องการเข้าสู่ที่ประชุมได้อย่างไม่บกพร่อง และใช้ความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกระหว่างสนช.กลุ่มต่างๆได้เป็นอย่างดี ทำให้สมาชิกมีความยำเกรงในตัวนายมีชัย ราวกับพนักงานบริษัทที่เกรงอกเกรงใจซีอีโอของบริษัท

นอกจากนี้ยังได้รับฉายา คู่กัดแห่งปี ระหว่างนายมีชัย กับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เนื่องจากเป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานสนช. หลังจากนั้นก็มีความขัดแย้งมาตลอด กฎหมายที่นายมีชัยหนุนจะถูก น.ต.ประสงค์คัดค้านอย่างที่สุด เช่น ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทั้งหลาย และในช่วงทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ การประชุมไหนมีน.ต.ประสงค์ก็จะไม่มีนายมีชัย และถ้านายมีชัยเข้าประชุม ก็จะไม่มีน.ต.ประสงค์[7] ปี 2558 เขารับตำแหน่งเป็น ประธานกรรมการบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน)

มีชัย ฤชุพันธุ์
ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนญ
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
5 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ประธานรัฐสภา
โดยตำแหน่งประธานวุฒิสภา
ดำรงตำแหน่ง
28 มิถุนายน พ.ศ. 2535 – 29 มิถุนายน พ.ศ. 2535
ก่อนหน้า อุกฤษ มงคลนาวิน (ประธานสนช.)
ถัดไป มารุต บุนนาค
ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา
โดยตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ดำรงตำแหน่ง
11 ตุลาคม พ.ศ. 2549 – 20 มกราคม พ.ศ. 2551
ก่อนหน้า โภคิน พลกุล (ประธานสส.)
ถัดไป ยงยุทธ ติยะไพรัช (ประธานสส.)
รักษาการนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 – 10 มิถุนายน พ.ศ. 2535
ก่อนหน้า สุจินดา คราประยูร
(นายกรัฐมนตรี)
ถัดไป อานันท์ ปันยารชุน
(นายกรัฐมนตรี)
รองนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
2 มีนาคม พ.ศ. 2534 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2535
นายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน
ดำรงตำแหน่ง
7 เมษายน พ.ศ. 2535 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2535
นายกรัฐมนตรี สุจินดา คราประยูร
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
21 มีนาคม พ.ศ. 2523 – 3 สิงหาคม พ.ศ. 2531
นายกรัฐมนตรี เปรม ติณสูลานนท์
ดำรงตำแหน่ง
9 สิงหาคม พ.ศ. 2531 – 4 มกราคม พ.ศ. 2533
นายกรัฐมนตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ
สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
11 กันยายน พ.ศ. 2557
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 (78 ปี)
กรุงเทพฯ ประเทศไทย
ศาสนา พุทธ
มาตรฐาน